ระบาดอยู่ภาคใต้! พบยานอนหลับชนิดใหม่ฤทธิ์แรง10เท่า ใช้นานถึงตาย…

0
597

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตรวจพบยานอนหลับชนิดใหม่ “อีทิโซแลม” ได้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบของสำนักยาและวัตถุเสพติด และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12 สงขลา ได้ร่วมกันตรวจวิเคราะห์ของกลางที่ส่งตรวจจากสถานีตำรวจภูธร 7 แห่งในเขตจังหวัดนราธิวาสและยะลารวม “10ตัวอย่าง”

loading...

พบลักษณะเป็นยาเม็ดกลมแบนสีส้ม ด้านหนึ่งมีตัวพิมพ์ “5” ส่วนอีกด้านเป็นสัญลักษณ์ “ ” บรรจุในแผงอลูมิเนียมสีเงินพลาสติกใสสีแดงแผงละ 10 เม็ด บนแผงพิมพ์ภาษาอังกฤษระบุผลิตในประเทศญี่ปุ่น (MADE IN JAPAN) และชื่อยา “Erimin5”

โดยพบว่าเป็น “ยาปลอม” เนื่องจากตรวจไม่พบส่วนประกอบที่เป็นยาไนเมตาซีแพม (Nimetazepam) ที่ปกติจะพบอยู่ในยา Erimin 5 และจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 มักนำไปใช้ทดแทนยาเสพติด ซึ่งมีการแพร่ระบาดมากในสถานบันเทิง เขตจังหวัดชายแดนภาคใต้

ผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันชนิดของยา โดยใช้เทคนิคต่างๆในห้องปฏิบัติการประกอบกัน ได้แก่ เทคนิคโครมาโทกราฟีแผ่นบาง (TLC) การวัดการดูดกลืนแสงด้วยเครื่องยูวี วิส สเปคโทรโฟโตมิเตอร์ การตรวจด้วยเครื่อง Gas chromatograph-Mass spectrometer และเทคนิค Infrared spectroscopy ทำให้สามารถยืนยันการตรวจของกลางทั้ง 10 ตัวอย่าง พบว่าเป็นยาอีทิโซแลม (Etizolam)ซึ่งเป็นยานอนหลับชนิดใหม่ที่เพิ่งตรวจพบครั้งแรกในประเทศไทย

โดยนพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การเเพทย์ ระบุว่า ยาอีทิโซแลม มีสูตรโครงสร้างทางเคมีและการออกฤทธิ์คล้ายกับยานอนหลับในกลุ่มเบนโซไดอาซีปีนส์ ซึ่งดูดซึมได้ดีผ่านระบบทางเดินอาหารให้ระดับยาในเลือดสูงสุดภายในเวลา 0.5-2 ชั่วโมง เป็นยากลุ่มกดประสาทที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางมีฤทธิ์ทำให้ง่วงซึม ในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อิตาลี และ อินเดีย อนุญาตให้ใช้เป็นยาในรูปแบบยาเม็ดขนาดความแรงต่างๆกันสำหรับรักษาโรควิตกกังวลที่มีภาวะซึมเศร้าและอาการนอนไม่หลับ

“ยาอีทิโซเเลม จะทำให้มีอาการไม่พึงประสงค์และอาการข้างเคียง เช่น ทำให้ง่วงซึมระหว่างวัน กล้ามเนื้ออ่อนแรง พูดจาเลอะเลือน เดินเซ ง่วงนอน อาจมีอาการกล้ามเนื้อรอบดวงตาหดเกร็งตัวในผู้ป่วยที่ใช้ยามากกว่า 1 เดือนจะกดระบบหายใจทำให้เสียชีวิตได้” นพ.สุขุมกล่าว

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การเเพทย์ กล่าวอีกว่า มีการนำยาอีทิโซแลมไปใช้เพื่อการเสพติด โดยมีการใช้เเทนยาอี (Ecstasy) รวมทั้งมีการโฆษณาเป็นสารเคมีสำหรับในใช้ในการศึกษาวิจัย ในบางประเทศสามารถหาซื้อได้ง่ายทางอินเตอร์เน็ตหรือร้านค้าท้องถิ่นในรูปแบบ ยาเม็ด ผง หรือเคลือบซับอยู่บนกระดาษ แต่ในหลายๆประเทศได้ตระหนักถึงอันตรายและแนวโน้มการนำไปใช้ในทางที่ผิดของยาชนิดนี้ จึงกำหนดให้เป็นสารที่ต้องควบคุมตามกฎหมาย เช่น ประเทศ เดนมาร์ก เยอรมนี สหรัฐอเมริกาในบางรัฐ เช่นฟลอริด้า อลาบามา เวอร์จิเนีย เท็กซัส เป็นต้น

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวกรณีมีผู้เสียชีวิตจำนวน 6 รายในสกอตแลนด์เมื่อปี พ.ศ.2559 เนื่องจากใช้ยาไดอาซีแพมปลอมที่บางตัวอย่างมีส่วนผสมของยาอีทิโซแลมประเทศสหราชอาณาจักรโดย The Misuse of Drug Act 1971 ได้ประกาศให้เป็นยาควบคุมกลุ่ม C ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับการควบคุมวัตถุออกฤทธิ์ชนิดอัลปราโซแลม (Alprazolam)และไดอาซีแพม (Diazepam)

โดยยาดังกล่าวเป็น 1 ใน 16 ชนิด ที่องค์การสหประชาชาติจะมีการทบทวนและพิจารณาการควบคุมทางกฎหมายระดับสากลในการประชุม ECDD (Expert Committee on Drug Dependence) ครั้งที่ 39 ระหว่างวันที่ 16-20 พฤศจิกายน 2560 นี้

ด้านภก.วชิระ อำพนธ์ ผอ.กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า สำหรับในประเทศไทย เนื่องจากยาดังกล่าวไม่มีจำหน่ายหรือไม่ได้มีการขึ้นทะเบียนในประเทศจึงยังไม่ถูกควบคุมหรือประกาศให้เป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท เเละที่ผ่านมายังไม่มีการควบคุมในระดับสากล

“ตอนนี้อยู่ในระหว่างรวบรวมเอกสารเพื่อส่งเรื่องพิจารณาว่าจะจัดกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทในกลุ่มใด โดยคาดว่าจะเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 2 เเต่ระหว่างนี้สามารถเอาผิดทางกฎหมายได้ในข้อหายาปลอม ยาลอกเลียนแบบ วัตถุออกฤทธิ์ลอกเลียนแบบ” ผอ.กองควบคุมวัตถุเสพติดระบุ

โดยการเอาผิดกับผู้ที่ลักลอบนำเข้าและครอบครองยาตัวนี้ ขณะนี้จะเป็นการเอาผิดในเรื่องยาปลอม มาตรา 117 ตาม พรบ.ยา พ.ศ.2510 ผู้ใดผลิตยาปลอมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72(1) จำคุก 3 ปีถึงตลอดชีวิต ปรับ 1-5 หมื่นบาท ผู้ขายและนำเข้าตาม มาตรา 119 จำคุก 1-20 ปี ปรับ 2,000-10,000 บาท และวัตถุออกฤทธิ์ปลอม มาตรา 57(1) พรบ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท พ.ศ.2559 ที่ห้ามผลิต ขาย นำเข้าหรือส่งออกซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ปลอม โดยผู้ใดผลิต นำเข้าหรือส่งออกต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 5 แสน ถึง 1.5 ล้านบาท ส่วนผู้ขายต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปีและปรับตั้งแต่ 1 แสนบาทถึง 1 ล้านบาท

สำหรับการระบาดครั้งเเรกในไทยนั้น พล.ต.ต.ดาวลอย เหมือนเดช รองผบ.ตร.ภูธรภาค 9 เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจพบตัวยาดังกล่าวร่วมกับยาเสพติดอื่นๆ ในเขตพื้นที่สามจังหวัดชายเเดนภาคใต้ ยะลา นราธิวาส ปัตตานี โดยมีผู้ได้รับผลกระทบจากยานี้รวม 13 เคส ซึ่งพบว่ามีการลักลอบนำยามาจากประเทศเพื่อนบ้าน คาดว่าใช้เพื่อทดแทนกลุ่มยาเสพติดประเภทยาอีเเละใช้ในสถานบันเทิง ทั้งนี้ยังไม่พบว่ามีผู้มาร้องทุกข์ว่าถูกมอมยาแต่อย่างใด

“การป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกมอมขอเตือนว่าอย่ารับเครื่องดื่ม หรืออาหารจากคนแปลกหน้า โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะยาตัวนี้ไม่ละลายน้ำ แต่ละลายในแอลกอฮอล์ ดังนั้นสถานบันเทิงจึงเป็นสถานที่เสี่ยง” รองผบ.ตร.ภูธรภาค 9 ระบุ

.

.

 

 

ที่มา www.prachachat.net

แบ่งปัน