คืบหน้างบปี 64 พิจารณางบหน่วยงานสังกัดกระทรวงการคลังวงเงิน 268,718 ล้านบาท ชี้ยังไม่สามารถคาดการณ์การเก็บภาษีปี 63

0
44

 

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร พร้อมด้วยนางพรรณสิริ กุลนาถศิริ ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 แถลงข่าวความคืบหน้าในการพิจารณา ว่า กรรมาธิการฯ ได้ใช้เวลาพิจารณาไปแล้ว 16 ชั่วโมง จาก 237 ชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 6.75 ซึ่งมีหน่วยงานที่ผ่านการพิจารณาแล้ว 6 หน่วยงาน 1 กองทุน จากทั้งหมด 721 หน่วยงาน 21 กองทุน คิดเป็นร้อยละ 0.94 และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้เชิญตัวแทนจาก 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย มาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน โดยมีข้อเสนอแนะให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานรากชุมชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม การปรับโครงสร้างหนี้และลดอัตราดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการ การนำทรัพย์สินมาชำระหนี้แทนเงินกู้ โดยปลัดกระทรวงการคลัง มีข้อเสนอแนะควรมีกฎหมายให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ เนื่องจากขณะนี้ภาครัฐ ไม่สามารถจัดเก็บภาษีการโฆษณาจากสื่อออนไลน์หรือการโฆษณาในโซเชียลมีเดียได้ อีกทั้งยังไม่สามารถคาดการณ์เงินจากการจัดเก็บภาษีของปี 2563 ได้ เพราะมีการเลื่อนการจัดเก็บภาษีของปี 2562 เป็นสิ้นสุดในเดือนสิงหาคมนี้ และจากสถานการณ์โรคโควิด-19 คาดว่าจะจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าที่ประมาณการณ์ไว้ ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานชี้แจงว่าพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ทั้งการชะลอการจัดเก็บภาษี และดูแลสถาบันการเงินให้มีความเข้มแข็ง ส่วนพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ.2563 หรือ พ.ร.ก.BSF นั้น ขณะนี้ยังไม่หน่วยงานใดมาขอยื่นกู้ จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าเศรษฐกิจของไทยยังคงเข้มแข็งอยู่

นายยุทธพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กมธ.ได้เริ่มพิจารณางบประมาณในกลุ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง วงเงิน 268,718 ล้านบาท ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง กรมธนารักษ์ กรมบัญชีกลาง กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และกรมสรรพากร

โดยตัวแทนจากกรมบัญชีกลาง ได้ชี้แจงถึงการจัดทำหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้าง เพื่อกลั่นกรองคุณสมบัติของผู้ประกอบการก่อนการยื่นเสนอราคา รวมทั้งการขึ้นทะเบียนผู้ที่ประมูลงานของรัฐได้แต่ทิ้งงาน เพื่อเป็นพื้นฐานในการตรวจสอบประวัติของผู้เสนอประมูลงานของรัฐในโครงการถัดไป โดยที่ประชุม กมธ. ได้ฝากข้อสังเกตให้กรมบัญชีกลาง พิจารณาแนวทางการจัดทำระบบ e-bidding ให้มีความโปร่งใส

 

ที่มา : INN News

แบ่งปัน