อย่าหาทำ! แพทย์เตือน “สักรองพื้น” อันตราย หากเข็มไร้มาตรฐานเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ – HIV

0
14

 

ล่าสุดทาง ข่าวช่อง 3 รายงานว่า ปัจจุบันสาว ๆ หันมานิยมการฝังสีบนใบหน้าที่เรียกกันว่า “BB Glow Treatment” หรือเรียกอีกแบบว่า “สักรองพื้น” ซึ่งลักษณะการฝังสีจะคล้ายกับการสัก แต่เปลี่ยนจากสีสันต่าง ๆ เป็นสีเนื้อที่มีความสว่างกว่าผิวหน้าปกติ และบางครั้งก็มีการเรียกชื่อที่แตกต่างไปเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เช่น การทำทรีตเมนต์บ้าง หรือลีนโกลว์บ้าง โดยหลายคนเชื่อว่าจะช่วยให้หน้าสดดูดีขึ้นได้

แต่จากการตรวจสอบอย่างละเอียดกลับพบว่า มีผู้บริโภคหลายรายได้รับผลกระทบจากการสักรองพื้นแบบนี้เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันยังไม่มีใครทราบว่าสีที่นำมาใช้สักนั้นเป็นสีชนิดใดและมีมาตรฐานในระดับใด ก่อให้เกิดผลข้างเคียง อาทิ

  • – การแพ้สารน้ำที่ใช้สักแล้วเกิดผื่นหรือก้อน (Granuloma)
  • – การเกิดรอยคล้ำบริเวณที่สัก
  • – การติดเชื้อที่เกิดจากการปนเปื้อนเชื้อโรคของเข็มและน้ำที่ใช้สัก เช่น เชื้อแบคทีเรีย, เชื้อรา, เชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี และเชื้อไวรัสเอชไอวี เป็นต้น
  • – ผิวหนังที่ได้รับการทำ BB Glow Treatment หรือการฝังสีรองพื้นกึ่งถาวร มีความเสี่ยงต่อการไหม้ หรือสีผิวเปลี่ยนแปลงจากการยิงเลเซอร์ เพราะสีเนื้อที่สักเข้าไปในผิวหนังสามารถทำปฏิกิริยากับแสงเลเซอร์ได้ ซึ่งในปัจจุบันมีแพทย์ผิวหนังหลายท่านออกมาเตือนให้ระวังการสักผิวหนังประเภทนี้

ขณะที่ ดร.ณฏฐพล วุฒิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. (NCTC) กล่าวว่า จากข้อกังวลของผู้บริโภคที่นิยมเรื่องความสวยงาม พบว่าผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้หลายชนิด เป็นผลิตภัณฑ์ที่อาจยังไม่ได้รับมาตรฐานที่ถูกต้อง โดยมีการลักลอบนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้อง ทำให้มาตรฐานความปลอดภัย เรื่องความสะอาด และคุณภาพของน้ำที่ใช้สัก อาจมีสารก่อให้เกิดมะเร็งและสารก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ได้

ดังนั้น การนำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับความสวยความงามมาใช้ ควรจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบที่มีมาตรฐาน ซึ่งทางศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. ก็มีศักยภาพและความสามารถในการวิเคราะห์และทดสอบสารเหล่านี้ได้ สามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและผลิตภัณฑ์ในระยะยาว

ทั้งนี้ ความสวยงามจาก BB Glow Treatment หรือการฝังสีรองพื้นกึ่งถาวรนั้น แม้จะเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์สำหรับสาว ๆ ที่มีปัญหาเรื่องผิวไม่เรียบเนียน และสีผิวไม่สม่ำเสมอได้ง่ายขึ้น แต่ก็ต้องผ่านผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เสียก่อน และสำหรับเจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือผู้นำเข้าที่อยากสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค สามารถนำผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์เข้าทดสอบได้ที่ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. (NCTC)

 

ที่มา : ข่าวช่อง 3

แบ่งปัน