นายกฯ ยืนยันไม่เคยสั่งยื้อแก้รธน. ลั่นชะลอมติ 1 เดือนเป็นไปตามกฎหมาย เมินปลดแอกนัดชุมนุม 14 ต.ค.

0
46

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงมติรัฐสภา ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมก่อนรับหลักการไปอีก 1 เดือน ว่า เป็นเรื่องการทำงานของรัฐสภาที่สองสภาร่วมกันประชุม ซึ่งบรรยาอากาศในวันแรกก็เป็นไปด้วยดี แต่วันที่ 2 ก็เริ่มมีความขัดแย้งมากขึ้น การจะไปก้าวล่วงอะไรต่างๆ หลายคนก็รับไม่ได้ ส่วนการลงมติและเปลี่ยนแปลงมติ นายกรัฐมนตรีไม่เคยต้องสั่งการอะไร ไม่ใช่ว่าทั้งหมดต้องเห็นชอบด้วยกันทั้งหมด และมีบางส่วนที่เห็นต่าง ต้องเคารพความ ทั้งนี้ หากมีการใส่ร้ายว่ากล่าวกันในทางที่ไม่สุภาพ เป็นตนเองก็รับไม่ได้

ส่วนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาร่างแก้ไขฯ เป็นการยื้อเวลาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าทุกคนมีวุฒิภาวะ รักในศักดิ์ศรีของตนเอง เมื่อพูดจากันแล้วก็ทำให้ทุกอย่างเดินหน้าไปไม่ได้ พร้อมยืนยันว่า การชะลอลงมติไป 1 เดือน เป็นไปตามกฎหมาย และกติกาของสภาฯ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ทำให้ดีขึ้นหรือเลวลง แต่เป็นเรื่องความคิดเห็นของทุกคน ตามที่บอกว่าเป็นประชาธิปไตย จึงต้องรับฟังความเห็นของทุกฝ่ายแล้วเดินหน้าไปด้วยความปรองดอง

นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธถึงการล็อบบี้จากรัฐบาลให้ยื้อเวลาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไป ว่า จะล็อบบี้ไปหรือสั่งใคร เพราะ ส.ว. ก็มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งอย่าลืมว่าใน 250 คน 50 คน มาจากการเลือกของประชาชน ส่วนอีก 200 คน มาจากการแต่งตั้งจากบุคคลที่มีศักยภาพมีประสบการณ์ในการทำงานทั้งจากภาคราชการและเอกชน

“ขอให้รับฟังว่า ส.ว. ทำอะไรให้เสียหายหรือไม่ หลายคนมองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับตน ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าเอื้อประโยชน์ให้กับตนอย่างไร เพราะเป็นเรื่องของแต่ละกลไกทำงานกันมา ตนไม่ได้หมายความว่า จะอยู่จนโลกแตก เพราะฉะนั้นอะไรที่หารือกันได้ก็ขอให้หารือ จะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือรายมาตรา ก็ต้องให้เกียรติสภาฯ เพราะเป็นตัวแทนจากประชาชนทั้งหมด หลายคนบอกว่า ส.ว. มาจากตน ซึ่งตนไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวทั้งหมด เป็นเรื่องของการกลั่นกรองขึ้นมา โดยตนเห็นในประสบการณ์ จึงอนุมัติไปเท่านั้นเอง เพราะทุกคนก็ทำหน้าที่ของตนเองมาโดยตลอดไม่ได้มุ่งหวังมาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น และ ส.ว. ทำงานตั้งมากมาย”

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการชุมนุมของคณะประชาชนปลดแอก ที่นัดชุมนุมและเชิญให้หยุดงานในวันที่ 14 ต.ค.63 ว่า คงไม่ต้องกำชับอะไร เพราะว่าทุกคนมีสิทธิ์คิดและทำอะไรก็ได้ ตามกระบวนการประชาธิปไตย แต่ต้องเครพกฎหมาย ซึ่งสถานการณ์ในขณะนี้ก็มีปัญหามากมาย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ สังคม โรคระบาด จึงอยากถามว่า สมควรทำหรือไม่ ทำเพื่ออะไร เพื่อใคร ใครได้รับประโยชน์ ก็ฝากให้คนไทยทั้งประเทศรวมกันคิดด้วย

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ประเทศไทยเรามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง และการทำความดีของทุกคน จะช่วยเป็นกุศลให้กับบ้านเมืองสงบสุข เมื่อวานนี้ได้ไปพบประชาชนที่ จ.เชียงราย ก็พบว่าประชาชนให้ความร่วมมือดีกับรัฐบาล ปัญหาที่พวกเขาสนใจกว่าในกรุงเทพฯ ก็คือเรื่องปากท้องของเขา อาชีพ รายได้ ซึ่งรัฐบาลก็ทำเต็มที่ในการดูแล ก็สิ่งที่อยากฝากให้ทุกคนดูแลบ้านเมืองด้วย

พร้อมฝากกับคนไทยทุกคน ช่วยกันแก้ปัญหาร่วมกับภาครัฐและเจ้าหน้าที่เพราะที่ผ่านมาถือว่ามีงานหนัก และพยายามประคับประคองสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบมากที่สุด ซึ่งเราไม่ได้นิ่งนอนใจ ในการดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมหลักฐาน วัตถุพยาน หากไม่เคารพกฎหมายจะอยู่กันอย่างไร ซึ่งอย่าลืมว่าความมั่นคงของประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของประเทศเวลานี้ ประชาชนอีก 60 กว่าล้านคน จะว่าอย่างไร เขาเดือดร้อนและยากลำบากอยู่ในขณะนี้ เราต้องให้ความสนใจกับทุกด้านและสร้างการเรียนรู้กับประชาชนให้บ้านเมืองสงบ มีความสามัคคีเราจะแบ่งแยกกันไม่ได้ เพราะอันตรายต่อประเทศชาติในเรื่องความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ รวมทั้งมีการบิดเบือนจากโลกโซเชียลฯ ขอประชาชนเลือกที่จะเสพจะเชื่อ ตัดสินใจให้ถูกต้องบนพื้นฐานภูมิกันที่ดี อย่าเชื่อมากจนเกินไป และควรตรวจสอบข้อมูลต่างๆก่อน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการใช้ถ้อยคำ หยาบคาย ผรุสวาท ว่า เกิดขึ้นจากอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในฐานะที่เราเป็นคนไทยด้วยกัน ถ้าไม่มีชาติ ศาสน์ กษัติรย์ สถาบันจะอยู่กันอย่างไรในประเทศไทย

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง การควบคุมการชุมนุมที่เกิดขึ้นอีกหลายครั้ง ว่าไม่อยากให้เกิดขึ้นสักครั้ง ไม่อยากให้ใครใช้โอกาสนี้ทำให้ประเทศไม่ปลอดภัย ซึ่งในเดือนตุลาคมทุกปี ก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ที่ปลุกระดมกัน
ตนคิดว่าประวัติศาสตร์คือประวัติศาสตร์ ในส่วนของประวัติศาสตร์ที่ดีเราก็ออกมาทำ อันไหนที่ไม่ดีเราก็อย่าทำ ประวัติศาสตร์สอนให้เราเรียนรู้เหมือนสงครามโลก

ทั้งนี้ เมื่อถามย้ำว่าใจของนายกรัฐมนตรีอยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อย่าให้ตอบว่าอยากหรือไม่อยาก แต่ไม่ขัดข้องในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนจะไปแก้ไขอย่างไรก็ไปว่ากันมา พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไม่ทำให้เกิดการชุมนุม เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร แต่เป็นการขับเคลื่อนของบุคคลบางคน การปฎิบัติการพูดจาอะไรต่างๆ ถ้าสื่อรับได้ คนไทยรับได้ ตนก็รับได้ แต่วันนี้ตนรับไม่ได้ ส่วนกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเพียงเรื่องระหว่างใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ให้คิดวิเคราะห์ดูว่าเขาคิดอะไรไปแต่ไหน
ส่วนฝ่ายรัฐบาลจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ฝ่ายกฎหมายกำลังดูอยู่

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลาออกและการยุบสภาฯ อาจไม่ใช่ทางออก ซึ่งสื่อทราบดีอยู่แล้วจะใช้อำนาจอะไรมากดดันกันแบบนี้ เพราะวันนี้ยังมีรัฐธรรมนูญและกฎหมายทุกตัวอยู่ จะใช่ความรุนแรงกดดันอย่างนี้หรือ หรือใช้ความแตกแยกของคนทุกวัยหรือไม่ ขอให้มองว่าคุ้มค่าหรือไม่กับการกระทำแบบนี้ ซึ่งเราก็รู้วัตถุประสงค์ว่าเขา ทำเพื่ออะไร ซึ่งฝ่ายกฎหมายก็ลำบากใจ และได้คุยแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะกฎหมายก็คือกฎหมาย ไม่วันนี้ก็วันหน้า อายุความก็เยอะแยะไปหมด ดังนั้นตนไม่ต้องการไปปลุกให้คน
มาต่อสู้หรือด่าตน บางครั้งตนก็อดทน ซึ่งอดทนเต็มที่แล้ว

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด19 (ศบค.) ในวันจันทร์ที่ 28 ก.ย.นี้ ว่าจะหารือเรื่องการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ ว่า เรื่องนี้เคยพูดหลายครั้งแล้ว ว่าการต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้น เพื่ออะไร ต้องยอมรับว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ยังแพร่ระบาดไปทั่วโลก โดยเฉพาะรอบประเทศไทยเพื่อนบ้าน ซึ่งไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดีและยังได้รับความชื่นชม หลายประเทศก็ได้เอาบทเรียนของไทยไปดำเนินการ แต่ก็ไม่ทัน ซึ่งเราได้กำชับให้มีความเข้มงวด หามาตรการที่เหมาะสม มีการจัดตั้ง ศบค.และศบศ. ซึ่งต้องเดินหน้าไปด้วยกันทั้งเศรษฐกิจด้วย ซึ่งต้องระมัดระวัง

พร้อมระบุว่า หลายประเทศก็มีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในการล็อกดาวน์ เพราะกฏหมายปกติเอาไม่อยู่ ก็ขอให้รอฟัง ในวันจันทร์ที่ 28 ก.ย.นี้ ที่จะมีการแถลง ว่าจะมีมาตรการอะไรบ้าง แต่ที่สำคัญคือทุกคนต้องมั่นใจในระบบสาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ของประเทศ ในการตรวจสอบคัดกรอง แพร่ระบาด สถานที่กักตัวทางเลือกซึ่งมีหลายส่วนประกอบร่วมกัน เพื่อลดภาระของรัฐบาล ในการดูแลสถานกักตัวของรัฐ แต่วันนี้ขอฝากทำความเข้าใจกับทุก หากวันนี้แก้ปัญหาไม่ได้เลย เศรษฐกิจก็จะแย่ไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะระดับล่าง ดังนั้นจะทำอย่างให้ทั้งสองอย่างเดินหน้าควบคู่ไปด้วยกันได้ ทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก

ส่วนการลักลอบข้ามแดน วันนี้ได้มีการสั่งการในที่ประชุมสภากลาโหมวันนี้ด้วย ทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ โดยมาตรการต่างๆ ต้องเข้มงวดควบคู่กันไป ขณะที่ การเปิด-ปิดน่านฟ้า ที่ผ่านมาก็มีการหารือกัน ว่าตอนนี้มีปัญหาเศรษฐกิจเข้ามา ซึ่งพอจะผ่อนคลายบ้างได้หรือไม่ เพราะยังมีกลุ่มนักธุรกิจที่ต้องเข้ามาดูแลฐานการผลิตในประเทศไทย หากมาในระยะสั้นจะทำอย่างไร

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการเปิดประเทศท่องเที่ยว ว่า ในส่วนผู้ที่เข้ามาท่องเที่ยวในอนาคตต้องหามาตรการป้องกันเอาไว้ โดยหาสถานที่กักตัวเอาไว้ และมีหลายกลุ่ม ทั้งภาคธุรกิจ และการเข้ามาเพื่อรักษาตัว การท่องเที่ยว ซึ่งต่องเตรียมแผนไว้ล่วงหน้า และแก้ปัญหาเชิงรุก รัฐบาลไม่ได้ทำงานแก้ปัญหาไปวันๆ รัฐบาลไม่ได้เป็นแบบนั้น นายกฯ ไม่ได้เป็นแบบนั้น นายกฯไม่ใช่คนอย่างนั้น

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวจะให้ลดการกักตัวเหลือเพียง 7 วัน โดยเฉพาะผู้ที่มาท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการพูดว่า 6 วัน 7 วัน และ 14 วัน ต้องไปดูว่าเขามาภารกิจอะไร ถ้ามาจากการท่องเที่ยว อยู่ 14 วัน ตรวจสอบคัดกรอง และอยู่ต่อท่องเที่ยวได้หรือไม่ และที่มาอยู่ไม่กี่วัน เช่น มาตรวจงาน จะทำแบบ ผบ.ทบ.สหรัฐฯได้หรือไม่ เพราะถ้าหากตัว เขาก็มาไม่ได้ ธุรกิจก็เดินไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่า เราทำแล้วเขาจะมา เพราะเราไม่รู้ แต่เป็นเพียงการรับมือ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายและสิ่งสำคัญคือประชาชนต้องเข้าใจ ซึ่งมาตรการต่างที่ๆ ออกมาต้องถามความเห็นประชาชน ก็ฝากสื่อด้วย ถ้าเราไม่ปรับตัวก็ไม่ได้อะไรเหมือนกัน ทำอะไรก็ได้อย่างนั้นแหละ

 

ที่มา : INN News

แบ่งปัน